อร่อยฟินไปกับ ลอดช่องไทย และ ลอดช่องสิงคโปร์
ทำขนม

อร่อยฟินไปกับ ลอดช่องไทย และ ลอดช่องสิงคโปร์

ลอดช่อง เป็นขนมที่คนไทยเราๆคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หาทานง่าย และเหมาะกับการกินคลายร้อนมากๆ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่เรียกว่าร้อนแทบทุกวัน ซึ่งลอดช่องนั่น หลายคนน่าจะทราบดีว่า ลอดช่องสิงคโปร์ และลอดช่องไทย มีความต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีชื่อว่าลอดช่องเหมือนกันก็ตาม วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับลอดช่องทั้ง 2 ชนิดนี้ รวมไปถึงสูตรการทำที่เราได้นำมาฝาก ให้ได้ไปทำตามกันด้วย

มีข้อมูลบอกว่า ที่เรียกว่าลอดช่องสิงคโปร์ ดั้งเดิมคือเป็นร้านขายลอดช่องแบบนั้นแหละ ตัวเส้นเขียวๆ ยาวๆ น้ำกะทิใสๆ กินกับน้ำแข็งไส อยู่แถวๆ เยาวราช อยู่ใกล้กับโรงหนังสิงคโปร์ ได้รับความนิยมมาก คนก็เลยเรียกว่าลอดช่องโรงหนังสิงคโปร์ จนกลายมาเป็นลอดช่องสิงคโปร์ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศสิงคโปร์แต่อย่างใด

แต่ว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่าลอดช่องไทยด้วยหนิ แบบที่ตัวจะสั้นๆ คล้ายๆ ลูกน้ำยุง สีจะเขียวแบบอี๋ๆ เลย มักกินกับแตงไทย เผือก ข้าวโพด แล้วเรารู้สึกว่าลอดช่องแบบนี้มันไม่เหมือนกับลอดช่องสิงคโปร์แบบที่มาจากลอดช่องโรงหนังสิงคโปร์นะ แสดงว่าสูตรลอดช่องสิงคโปร์นี่ ต้องไม่ใช่แบบเดียวกับลอดช่องไทย (เขียวอี๋) แล้วหล่ะ

จริงแล้ว ลอดช่องคืออะไร

ลอดช่อง คือ ขนมพื้นบ้านที่ใช้แป้งข้าวเจ้าเป็นวัตถุดิบ เป็นที่นิยมแพร่หลายในไทยชนิดหนึ่ง มีจุดกำเนิดร่วมในทั่วทั้ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศ อินโดนีเซีย โดยอินโดนีเซีย มาเลเซีย เรียกว่า เจ็นดล อีกทั้งแพร่หลายในพม่า เวียดนาม และสิงคโปร์

ต่อมาในประเทศไทย ราวปี พ.ศ. 2504 ได้เกิด ขนมลอดช่องที่แตกแขนงออกมาอีกชนิดนึง คือ “ลอดช่องสิงคโปร์” ทำด้วยแป้งมันสำปะหลังแทนที่จะเป็นแป้งข้าวเจ้าตามแบบลอดช่องดั้งเดิม ชื่อนี้ไม่ได้เกิดจากการนำมาจากสิงคโปร์แต่อย่างใด ประเทศไทยเป็นผู้คิดค้น โดยร้าน “สิงคโปร์โภชนา” ซึ่งเป็นร้านอาหารตั้งอยู่ที่หน้าโรงภาพยนตร์สิงคโปร์หรือโรงภาพยนตร์เฉลิมบุรี บนถนนเยาวราช จึงเป็นที่มาของ “ลอดช่องสิงคโปร์”

ในอินโดนีเซียเชื่อว่า เชนดอลมีความเกี่ยวข้องกับคำ jendol ในภาษาชวา ภาษาซุนดาและภาษาอินโดนีเซีย หมายถึง โหนก หรือ โป่ง ซึ่งมีความหมายโดยนัยหมายถึงเยลลี่ที่มีรูปร่างคล้ายตัวหนอน ในเวียดนาม เรียกว่า bánh lọt, ” ซึ่งเป็นส่วนผสมของขนมที่ชื่อ chè หรือ chè ba màu

เชนดอลเป็นขนมที่นิยมทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนิยมขายทั้งในศูนย์อาหาร ข้างถนนและที่อื่นๆ ลอดช่องสิงคโปร์หรือดาเวตดั้งเดิมไม่กินกับน้ำแข็ง แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาทำให้มีเซนดอลเย็นกินกับน้ำแข็ง (เอส เซอรัต) เป็นไปได้ว่าในแต่ละประเทศมีสูตรเฉพาะของตนเอง โดยเฉพาะเมืองเก่าของมาเลเซีย เช่น มะละกา ปีนัง และกัวลาลัมเปอร์

ความแตกต่างระหว่างลอดช่องสิงคโปร์ และลอดช่องไทย

ตัวแป้ง แบบไทยเดิมๆต้นฉบับอิงประวัติศาสตร์ ใช้แป้งข้าวเจ้า ให้สีขาว ไม่ใส่สี (แต่ปัจจุบันดัดแปลงผสมน้ำใบเตย และสีผสมอาหารเพิ่ม) บีบตัวแป้งลงพาชนะที่เจาะรู ตัวจะเล็กๆ ป้อมๆสั้นๆ เนื้อที่ได้จะนิ่ม ส่วนแบบสิงคโปร์ จะใช้แป้งมันสำปะหลังหรือแป้งสาคู ผสมน้ำใบเตยและสีผสมอาหาร ปั้นให้เป็นตัวๆ รูปทรงยาวกว่า เนื้อแป้งที่ได้จะหนึบๆตามชนิดและคุณลักษณะของตัวแป้งวัตถุดิบ

น้ำกะทิ ถ้าเป็นแบบไทยเดิม ทำได้2แบบ แบบใช้กะทิสดผสมน้ำเชื่อมเลย กับแบบตั้งไฟโดยใช้น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวลงในกะทะ อบด้วยควันเทียนหอม (ตัวอย่างแบบหลัง นึกง่ายๆอย่างของยี่ห้อดังวัดเจษ เป็นต้น) แต่ถ้าเป็นแบบสิงคโปร์ ใช้น้ำกะทิผสมน้ำเชื่อมเท่านั้น

น้ำแข็ง แบบไทยๆกินคู่กับน้ำแข็งป่นละเอียด บางบ้านอาจจะเป็นใช้น้ำแข็งเกล็ดแทน แต่ถ้าเป็นสูตรสิงคโปร์ (คนสิงคโปร์+มาเลเซีย) เขาไม่ใส่น้ำแข็งเลย

ออฟชั่นเสริม อย่างไทยๆใส่พวกแตงไทย ข้าวเหนียวสามเหลี่ยม หรือขนุน แต่ของสิงคโปร์+มาเลย์ต้นฉบับแท้ๆ ใส่ถั่วแดงบด โรยด้วยน้ำตาลทรายแดง (ที่ใช้ใส่เฉาก๋วย)

อร่อยฟินไปกับ ลอดช่องไทย และ ลอดช่องสิงคโปร์

วิธีการทำลอดช่องไทย

ส่วนผสม ลอดช่อง

  • ใบเตยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1 ปอนด์ (ประมาณ 450 กรัม)
  • น้ำปูนใส 9 1/2 -10 ถ้วย
  • แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วย
  • แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วย
  • แป้งถั่วเขียว 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเย็นจัด
  • น้ำแข็งทุบ

ส่วนผสม น้ำกะทิ

  • น้ำตาลปี๊บ 3 1/2 -4 ถ้วย
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • กะทิ 5 ถ้วย

วิธีทำ

  1. ทำน้ำกะทิโดย ใส่น้ำตาลปี๊บ เกลือป่น และกะทิลงในอ่างผสม ใช้มือขยำส่วนผสมเข้าด้วยกันจนน้ำตาลปี๊บละลายเข้ากันดี กรองด้วยตะแกรง 
  2. นำส่วนผสมน้ำกะทิขึ้นตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวจนน้ำกะทิใกล้เดือด (ให้ส่วนผสมเดือดเฉพาะตรงกลาง ไม่เดือดพล่าน เพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน) ประมาณ 10-15 นาที ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น เตรียมไว้ (สามารถทำไว้ล่วงหน้าหรือทำทิ้งไว้ข้ามคืนได้)
  3. ใส่ใบเตยลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำปูนใส 6-7 ถ้วย ปั่นจนละเอียด จากนั้นคั้นเอาเฉพาะน้ำ เตรียมไว้
  4. ใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งถั่วเขียวลงไปในน้ำใบเตย โดยปล่อยให้แป้งค่อย ๆ จมลงไปในน้ำจนหมด (เทคนิค : ปล่อยให้แป้งจมลงไปในน้ำเอง รอประมาณ 1 นาที โดยไม่ต้องคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แป้งจะได้ไม่จับตัวเป็นก้อน และละลายเข้ากับน้ำทั้งหมด) พอแป้งจมลงหมดแล้ว ค่อย ๆ คนผสมจนเข้าดี จากนั้นกรองด้วยตะแกรง เตรียมไว้
  5. ใส่ส่วนผสมลงในกระทะก้นลึกขนาดใหญ่ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง กวนผสมตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง พอแป้งเริ่มเหนียว ค่อย ๆ เทน้ำปูนใสที่เหลือลงไปจนหมด กวนจนส่วนผสมเหนียว และมีสีใส
  6. ตักส่วนผสมแป้งใส่เครื่องกดลอดช่อง กดแป้งเป็นเส้น ๆ ลงในน้ำเย็นจัด จากนั้นตักส่วนผสมขึ้น ใส่ลงในถ้วย ตามด้วยน้ำกะทิที่เตรียมไว้ และน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ
อร่อยฟินไปกับ ลอดช่องไทย และ ลอดช่องสิงคโปร์

วิธีการทำลอดช่องสิงคโปร์

ส่วนผสม

  • แป้งมัน 1 ถ้วย
  • แป้งข้าวเจ้า 3 ช้อนชา
  • น้ำใบเตย 1/2 ถ้วย
  • น้ำกะทิ 250 กรัม
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • ใบเตย 3 ใบ
  • น้ำเชื่อม
  • ขนุน

วิธีทำ

  1. ผสมแป้งมัน แป้งข้าวเจ้า และน้ำใบเตย นวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. นำแป้งที่นวดเสร็จแล้วมาคลึงให้แบน จากนั้นก็ตัดให้เป็นเส้นเล็กๆ คลุกแป้งเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ตัวขนมติดกัน
  3. ตั้งน้ำให้เดือด จากนั้นก็นำเส้นลอดช่องที่ตัดไว้ลงไปลวก เมื่อขนมสุกก็นำลงไปล้างน้ำเปล่าหนึ่งรอบ
  4. ตั้งน้ำกะทิด้วยไฟอ่อน เมื่อน้ำกะทิเริ่มร้อนก็ใส่ใบเตยลงไปเพื่อความหอม ตามด้วยเกลือ คนไปเรื่อยๆ จนน้ำกะทิข้น จากนั้นก็ปิดไฟได้เลยค่ะ
  5. หั่นขนุนให้เป็นเส้น เตรียมแก้วใส่ขนุนและเส้นลอดช่องลงไป ตามด้วยน้ำเชื่อม น้ำแข็งและน้ำกะทิ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จ

เมื่อภาพลักษณ์ของ หลุยส์ ซัวเรซ ติดลบไปซะแล้ว หลุยส์ ซัวเรซ นักเตะชาวอุรุกวัย กองหน้าฝีมือดี ของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ที่ดูเหมือนว่าจะมีภาพลักษณ์ ที่ติดลบไปแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นสุดยอดกองหน้าระดับต้นๆของโลกก็ตามแต่ นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรู้สึกดีกับเขาได้อยู่เสมอ

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม : สูตรเมนูอาหารไทยโบราณ