สูตรขนมชาววังหาทานยาก
สูตรอาหาร

สูตรขนมชาววังหาทานยาก

หากพูดถึงอาหารที่ต้องมีความปราณีตในการทำ ไม่ได้หาทานได้ตามบ้านทั่วไป ก็ต้องเป็นอาหารชาววัง รวมไปถึงของหวานด้วย ในทุกวันนี้เราคุ้นเคยกับขนมในสมัยใหม่ จำพวกขนมซองๆ หรือขนมที่มีขายทั่วไปต่างๆ แต่เชื่อว่าขนมในแบบชาววังแท้ๆ ที่แค่ชื่อว่าขนมชาววังก็ดูมีจริตผู้ดีสุดๆนี้ ไม่ได้มีขายตามตลาด ให้ได้ซื้อกินได้ง่ายๆแน่ วันนี้เราจึงได้รวบรวมเอา สูตรขนมชาววังหาทานยาก มาให้ได้ลองไปทำทานที่บ้านกันค่ะ

ขนมอินทนิล

ขนมอินทนิล

ขนมอินทนิล เป็นขนมที่หาทานยากมาก เพราะถ้าคิดอยากจะไปซื้อมากิน คือไม่มีขายในท้องตลาดแล้ว ทำกินเองน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า แป้งเหนียว ๆ สีเขียวใบเตย กินคู่กับน้ำกะทิอบควันเทียน ก่อนเสิร์ฟใส่น้ำแข็งลงไปอีกนิด อร่อยอย่าบอกใคร

ส่วนผสม ตัวขนม

  • แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วย
  • น้ำใบเตย 4 ถ้วย

ส่วนผสม น้ำกะทิ

  • น้ำกะทิ 4 ถ้วย (หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง กับ หางกะทิ 3 ถ้วยตวง) หรือกะทิกระป๋อง 4 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • เทียนสำหรับอบขนม

วิธีทำ

  • ทำน้ำกะทิอบควันเทียน โดยเทน้ำกะทิลงอ่าง จุดเทียนอบขนมให้ไฟลามถึงตรงขี้ผึ้งแล้วดับเทียน ใส่เทียนลงในถ้วยเล็ก ๆ แล้วเอาใส่อ่างน้ำกะทิ ปิดฝา อบน้ำกะทิไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจุดเทียนอบซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ถ้ามีดอกกระดังงาก็เอาไปอบพร้อมเทียนเลย
  • พอได้น้ำกะทิที่อบควันเทียนแล้วนำขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทราย และเกลือป่น คนผสมให้ละลาย รอจนเดือดแล้วยกลง
  • ทำตัวขนม โดยผสมแป้งกับน้ำใบเตย คนให้แป้งละลายเข้ากับน้ำใบเตย นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ใช้พายกวนตลอด ระวังอย่าให้ก้นหม้อไหม้ กวนจนขนมสุก ตัวแป้งจะเหนียวและใส พอแป้งสุกทั่วกัน เอาหม้อลงแช่ในอ่างน้ำแข็งเพื่อลดอุณหภูมิตัวขนมไม่ให้ร้อนเกินไป เดี๋ยวจะจับเป็นตัวไม่ได้
  • เตรียมถ้วยใส่น้ำไว้คอยจุ่ม ป้องกันขนมติดมือ ใช้นิ้วเปียก ๆ หยิบแป้งปั้นให้กลม ๆ ขนาดพอดีคำ แล้วหย่อนลงน้ำกะทิที่เตรียมไว้ ทำจนแป้งหมด ตัวขนมอินทนิลที่ดี ต้องไม่แข็งเป็นไตตรงกลาง ตักขนมใส่ถ้วย ใส่น้ำแข็งทุบ จัดเสิร์ฟ

ขนมเปียกปูนกะทิสด

ขนมเปียกปูนกะทิสด

ขนมเปียกปูนกะทิสด เราอาจจะคุ็นเคยแต่กับ ที่เป็นสี่เหลี่ยมนุ่มๆ แต่เปียกปูนกะทิสดมันเป็นยังไงนะ ไปดูวิธีทำกันดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม ขนมเปียกปูนกะทิสด

  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
  • แป้งมัน 1/4 ถ้วยตวง
  • น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง
  • น้ำใบเตย 2 ถ้วยตวง
  • เกลือเล็กน้อย
  • น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม

ส่วนผสม กะทิราดหน้าขนม

  • กะทิ 500 กรัม
  • เกลือแค่หยิบมือ
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ที่ใส่เพื่อให้น้ำกะทิข้น)
  • งาขาวคั่ว

วิธีทำ

  • นำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำปูนใส และน้ำใบเตยผสมกันและนวดจนเข้ากันดี ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลปี๊บ นวดต่อจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมแป้งด้วยตะแกรง 1 รอบ
  • ตั้งกระทะเปิดไฟปานกลาง ใส่แป้งลงไปกวน พอแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนให้ลดเป็นไฟอ่อน ค่อย ๆ กวนต่อจนส่วนผสมเนียนเข้ากันดี สังเกตจากการเอาไม้พายตักแป้งขึ้นมา ถ้าแป้งเหนียวติดไม้พายก็ใช้ได้แล้ว ตักขนมเปียกปูนใส่ถุงบีบ และใช้หัวบีบแต่งหน้าเค้ก บีบใส่ถ้วย
  • ใส่หัวกะทิลงในหม้อ ตามด้วยเกลือ ใส่แป้งข้าวเจ้า คนผสมจนเดือด เสร็จแล้วตักกะทิราดหน้าขนมเปียกปูน โรยงาขาวคั่ว

ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง

ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง

เห็นภาพขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง ขนมไทยโบราณแล้วอยากทำให้คุณแม่ได้ลองชิม สูตรนี้มีการจับจีบเป็นดอกมะลิสวยงาม สอดไส้กุ้งสับแสนอร่อย ตบท้ายก็ราดกะทิ โรยกระเทียมเจียว

ส่วนผสม 

  • แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
  • แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
  • กุ้งสับ
  • หอมใหญ่
  • รากผักชี
  • กระเทียม
  • พริกไทย
  • น้ำมันพืช
  • น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย (หรือดอกชมนาด หรือกระดังงาลนไฟ)
  • เครื่องปรุงรส ได้แก่ เกลือ ซีอิ๊วขาว และพริกไทย
  • น้ำกะทิ
  • กระเทียมเจียว

วิธีทำ

  • นำแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม และแป้งมัน ใส่ลงในภาชนะที่มีฝาปิดแล้วอบควันเทียนเอาไว้ โดยจุดเทียนอบให้ไฟลุกละลายถึงเนื้อเทียนแล้วค่อยดับไฟ ปิดฝาให้ควันกรุ่นอยู่ในหม้อ พอควันหมดก็จุดใหม่ ทำซ้ำเช่นนี้ 2-3 รอบ
  • ระหว่างที่รออบควันเทียน ก็มานั่งแกะกุ้ง โดยรีดมันกุ้งเก็บไว้ด้วย จากนั้นก็นำกุ้งไปสับ แล้วใส่มันกุ้งที่รีดไว้ลงไปสับผสมด้วยกัน
  • โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทย เตรียมไว้
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันนิดหน่อยพอให้เคลือบกระทะ นำเครื่องโขลกลงไปผัดให้หอม ใส่หอมใหญ่สับลงไป ผัดจนเหลือง
  • ใส่กุ้งสับลงไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊วขาว และพริกไทย ให้มีรสเค็มกว่าปกตินิดหน่อย เพื่อที่กินกับแป้งจะได้อร่อยพอดีกัน ผัดจนส่วนผสมแห้งเล็กน้อย พอปั้นหรือจับตัวเป็นก้อนได้ พักส่วนผสมไว้
  • นำแป้งที่อบควันเทียนไว้เรียบร้อยแล้วใส่ในอ่างผสม เติมนำน้ำลอยดอกมะลิลงไป รอให้ละลายเข้ากันจะได้น้ำแป้งสีขาวข้น จากนั้นก็นำน้ำแป้งมากรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำไปกวนด้วยไฟอ่อน ๆ (เทใส่กระทะทอง หรือหม้อเคลือบกวนก็ได้) จนส่วนผสมเริ่มแห้ง และล่อนออกจากหม้อ จากนั้นก็นำออกมานวดต่ออีกสักพัก
  • แบ่งแป้งเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่า ๆ กัน แผ่ก้อนแป้งเป็นแผ่นบาง แล้วใช้มือคลึงให้เป็นรูปหม้อ ตักไส้กุ้งที่เตรียมไว้ใส่ตรงกลางแป้ง แล้วห่อให้มิดไส้ คลึงไว้ให้เป็นลูกกลม ๆ
  • ใช้แหนบทองเหลืองหัวแบนจีบรอบ ๆ ขนม เพื่อที่จะทำให้เป็นรูปดอกมะลิ โดยจับจีบวน ๆ ไปให้เป็นดอกขึ้นมา (จะจีบจากด้านล่างหรือด้านบนก็ได้ตามถนัด) ทาน้ำมันที่ขนมเล็กน้อย แล้วนำไปนึ่ง โดยใช้ไฟแรง นึ่งประมาณ 10 นาที พอขนมเริ่มสุกนิ่ม และใสก็ยกลง
  • จัดขนมช่อมะลิซ้อนใส่จาน ราดกะทิ โรยกระเทียมเจียว

ขนมช่อผกากรอง

ขนมช่อผกากรอง

ขนมไทยโบราณชื่องาม ขนมช่อผกากรอง หรือขนมช่อแก้ว สูตรนี้ใส่ไส้มันหวาน ใช้แป้งสีตามชอบ

ส่วนผสม แป้งขนมช่อผกากรอง

  • แป้งเค้ก 1+1/2 ถ้วย
  • กะทิ 250 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
  • สีผสมอาหารตามชอบ

ส่วนผสม ไส้มันหวาน

  • มันหวานญี่ปุ่น 180 กรัม
  • กะทิ 150 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 40 กรัม

วิธีทำ

  • ทำแป้ง โดยผสมแป้งเค้ก กะทิ และน้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน เอาขึ้นตั้งไฟ กวนแป้งด้วยไฟอ่อนจนมีลักษณะเหนียวข้น ไม่ติดไม้พายและไม่ติดกระทะ พักไว้ให้แป้งเย็น
  • ทำไส้มันหวาน โดยบดมันหวานให้ละเอียด นำไปกวนด้วยไฟอ่อนกับกะทิ ค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทรายแล้วกวนจนไส้ไม่ติดพายก็ใช้ได้ พักไว้ให้เย็น
  • พอแป้งเย็นแล้วก็นวดให้เนียนอีกครั้ง แล้วแบ่งส่วนตามจำนวนสีที่ต้องการทำ ใส่สีผสมอาหารลงไปแล้วนวดให้เนียน
  • นำไส้มันหวานที่พักจนเย็นแล้ว มาปั้นเป็นทรงกลม
  • นำแป้งมาคลึงและกดให้แบนเป็นแผ่น แล้วห่อไส้มันหวานให้เรียบร้อย ใช้แหนบช่อม่วงแบบปลายใบไม้ หรือเป็นแบบปลายพัด ค่อย ๆ จับจีบกลีบขนมเบา ๆ ระวังกลีบขาด ทำจนครบรอบ แล้วขึ้นแถวใหม่ โดยให้จีบกลีบสับระหว่างกลีบของแถวแรก จะได้สวยงาม ทำไปประมาณ 3-4 ชั้น ให้ครบทั้งดอก จัดใส่ภาชนะ

ขนมบุหลันดั้นเมฆ

ขนมบุหลันดั้นเมฆ

อีกหนึ่ง สูตรขนมชาววังหาทานยาก ที่อยากนำเสนอ ขนมไทยโบราณเมนูนี้หลายคนอาจไม่รู้จักรวมทั้งไม่เคยเห็นหน้าตาอีกด้วย ตัวขนมสีสวยจากน้ำดอกอัญชัน ตรงกลางหยอดกะทิและไข่แดงลงไป หน้าตาสวยงามประณีต

ส่วนผสม

  • ดอกอัญชัน
  • น้ำร้อน (สำหรับคั้นน้ำอัญชัน)
  • กะทิ 120 กรัม
  • แป้งข้าวเจ้า 10 กรัม (สำหรับผสมกับกะทิ)
  • เกลือ เล็กน้อย
  • ไข่แดง 10 ฟอง
  • น้ำตาลไอซิ่ง 60 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา เล็กน้อย
  • แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม (สำหรับผสมกับน้ำดอกอัญชัน)
  • แป้งเท้ายายม่อม 40 กรัม
  • น้ำเปล่า 200 กรัม
  • น้ำเชื่อม 350 กรัม (พักไว้จนเย็น)
  • ถ้วยตะไล (สำหรับนึ่งขนม)

วิธีทำ

  • คั้นดอกอัญชันกับน้ำร้อนให้ได้ปริมาณ 100 กรัม พักไว้
  • ผสมกะทิกับแป้งข้าวเจ้า 10 กรัม เข้าด้วยกันแล้วนำไปเคี่ยวในกระทะให้พอข้น ๆ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน ปิดไฟพักไว้
  • ตีผสมไข่แดงกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากัน เติมกลิ่นวานิลลาลงไปเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว คนผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปกรองให้เนื้อเนียน ๆ เตรียมไว้
  • ผสมแป้งข้าวเจ้า 100 กรัม กับแป้งเท้ายายม่อมให้เข้ากัน ค่อย ๆ เติมน้ำเปล่าทีละน้อยลงไปผสม นวดแป้งประมาณ 5 นาที จนแป้งมีลักษณะเงา เทน้ำเปล่าที่เหลือลงไปจนหมด ตามด้วยน้ำเชื่อมที่เย็นแล้ว เทน้ำดอกอัญชันลงไปผสม คนผสมให้เข้ากันแล้วนำไปกรอง พักไว้
  • นำถ้วยตะไลไปนึ่งให้ร้อน หยอดส่วนผสมแป้งลงไปจนเกือบเต็ม ปิดฝานึ่งในน้ำเดือดประมาณ 2-2.30 นาที โดยสังเกตจากขอบขนมเริ่มมีสีเข้มขึ้นและตรงกลางมีสีอ่อน ๆ เป็นใช้ได้ รีบนำออกมาจากชุดนึ่งแล้วคว่ำถ้วยขนมลงชาม แป้งที่ยังไม่สุกก็จะไหลออกมา ทำให้ขนมเป็นหลุมตรงกลาง
  • บีบหรือหยอดกะทิที่เคี่ยวไว้ลงไปในหลุม นำไปนึ่งต่ออีก 1 นาที พอครบเวลาก็หยอดส่วนผสมไข่แดงลงในหลุม จากนั้นนำไปนึ่งต่ออีกประมาณ 5 นาที ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ

สูตรขนมชาววังหาทานยาก ที่นำมาเสนอในวันนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จริงๆแล้วขนมชาววังนั้นมีอยู่มากมาย ไม่เพียงแต่อร่อย สวยงามเท่านั้น ขนมเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมภายในวังที่จะต้อง ทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ สมกับเป็นอาหารที่อยู่ในวังจริงๆ

กินของหวานเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพ หรือรักษาหุ่นกันด้วยล่ะ รวมผักกินแล้วผอม แถมได้ประโยชน์เพียบ! ที่จะมาแนะนำผัก ที่เหมาะกับการกินเพื่อลดน้ำหนัก แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย

อ่านบทความเพิ่มเติม : เมนูเบเกอรี่สุดอร่อยแบบไม่พึ่งเตา